สามกษัตริย์

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่จังหวัดเชียงใหม่ หมายถึงพ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนมังรายและพ่อขุนงำเมือง ทั้งสามพระองค์เป็นหัวหน้ากลุ่มชนชาวไทยตอนเริ่มสร้างอาณาจักรไทย ซึ่งในขณะนั้นชาวไทยยังแยกกันเป็นสามรัฐ คือ สุโขทัย ล้านนาไทย และพะเยา (รวมทั้งดินแดนฝั่งโขงด้วย) แต่ทั้งสามรัฐก็เป็นไมตรีกัน ส่วนในภาคกลางไม่มีเรื่องนิทานวีรบุรุษของกษัตริย์ฝ่ายเหนือมาเกี่ยวข้อง แต่ในภาคเหนือได้มีนิทานกล่าวถึงพระร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) อยู่ไม่น้อย และกล่าวว่ากษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เป็นพระสหายกัน ซึ่งมีบันทึกเป็นพงศาวดารโยนก แต่ก็มีเรื่องบางตอนเหมือนนิทานแต่งเพิ่มเติมแทรกเข้าไป ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ (บางตอนเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ แต่บางตอนเป็นเรื่องแทรกเข้ามา)
พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนมังราย พ่อขุนงำเมือง เป็นโอรสของกษัตริย์ ทั้ง ๓ พระองค์อยู่ในวัยเดียวกัน เป็นพระสหายกันมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์และได้เดินทางไปศึษาศิลปวิชาการด้วยกันที่สำนักสุกทันตฤษี วัดเขาสมอคอน เมืองละโว้ ครั้นเมื่อเจริญวัยต่างก็ได้ครองเมืองทุกพระองค์ คือพ่อขุนรามคำแหงครองเมืองสุโขทัย พ่อขุนมังรายครองเมืองเชียงราย (ภายหลังย้ายมาเมืองเชียงใหม่) พ่อขุนงำเมืองครองเมืองพะเยา ทั้งสามพระองค์ยังเป็นพระสหายรักใคร่กันอยู่ เช่นเมื่อครั้งพ่อขุนมังรายย้ายราชธานีมาเมืองเชียงใหม่ ยังเชิญพระสหายทั้งสองไปดูทำเลสร้างเมืองด้วย
พ่อขุนรามคำแหง (พงศาวดารโยนกเรียกว่าพระยาร่วง) ปรกติจะเสด็จไปเยี่ยมพระยางำเมืองที่เมืองพระเยาปีละครั้ง และถือโอกาสเสด็จไปสรงน้ำในแม่น้ำโขงด้วย พระยาร่วงจะเสด็จโดยขบวนช้างผ่านเมืองแพร่ไปเมืองพะเยาจนเส้นทางเป็นร่องลึก เกิดเป็นทางลำธารน้ำเรียกชื่อว่า “แม่ร่องช้าง”
พระยางำเมืองก็ทรงต้อนรับพระสหายอย่างดียิ่ง เมื่อยามพระร่วงเสด็จมาเยี่ยมเยียน พระยางำเมืองมีพระชายาชื่อ นางอั้วเชียงแสน มีรูปโฉมงดงาม พระยาร่วงเห็นเข้าก็ทรงสมัครรักใคร่ ส่วนพระนางก็มีพระทัยตรงกัน พระยาร่วงหาโอกาสลอบเป็นชู้กับพระนางจนทราบถึงพระยางำเมืองจึงสั่งให้เสนาจับตัวพระยาร่วง พระยาร่วงจำแลงเป็นนกเอี้ยง พระยางำเมืองร่ายเวทมนตร์ให้นกเอี้ยงอ่อนกำลังบินไม่ได้ตกลงในหนองน้ำซึ่งเรียกว่า “หนองเอี้ยง” ทุกวันนี้ในที่สุดพระยางำเมืองจับตัวพระยาร่วงได้และกักขังไว้เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับพระสหาย จึงส่งพระราชสารเชิญพระยามังรายพระสหายมาเป็นผู้ตัดสิน เมื่อพระยามังรายมาถึงเมืองพะเยาแล้วทรงรำพึงว่า ถ้าหากพระยาร่วงกับพระยางำเมืองผิดใจกันก็จะเป็นเวรกรรม (รบราฆ่าฟันกัน) ต่อไปภายหน้า พระยามังรายจึงหาวิธีการที่นุ่มนวลคือให้พระยาร่วงเสียค่าสินไหมแก่พระยางำเมือง แล้วไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองสหายเป็นมิตรไมตรีกันเช่นเดิม
ในระหว่างนั้นพระยาร่วงถูกจองจำอยู่ด้วยความทุกข์จึงจำแลงกายเป็นตุ่นขุดดินเป็นรูหนีออกจากที่จำขัง บริเวณนั้นเรียกชื่อว่า “บ้านตุ่น” และรูที่ตุ่นขุดหนีนั้นกลายเป็นแม่น้ำเรียกว่า “ห้วนแม่ตุ่น” แต่พระยางำเมืองก็จับพระยาร่วงได้อีก และพระยาร่วงทราบว่าพระยามังรายพระสหายมาถึงเมืองพะเยาแล้วจึงไม่คิดจะหนีต่อไป
เมื่อพระยามังรายตัดสินให้พระยาร่วงเสียค่าสินไหมแก่พระยางำเมืองและให้คืนดีเป็นมิตรไมตรีกันต่อไป พระยาร่วงก็รับเสียสินไหมให้แต่โดยดี ทั้งสามสหายก็พากันไปกล่าวคำสัจปฏิญาณกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ “ขุนภู” ว่าต่อไปจะเป็นมิตรสหายที่ซื่อตรงต่อกัน ไม่ทำศึกสงครามกันไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสามกษัตริย์ทรงนั่งอิงปรึกษากันอยู่นาน จึงเรียกชื่อแม่น้ำนั้นว่า “แม่อิง” สืบต่อมาจนทุกวันนี้ เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้วพระยาร่วงและพระยามังรายก็แยกย้ายกลับเมือง

ZButtomline

อ้างอิง : http://www.thaifolk.com/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s